กฎหมายน้ำเสียโรงงานในประเทศไทยกำหนดให้โรงงานทุกแห่งที่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่สาธารณะต้องบำบัดน้ำเสียให้ได้ตามค่ามาตรฐานที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษกำหนด ทั้งนี้ หากฝ่าฝืน อาจมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานน้ำทิ้งที่ต้องปฏิบัติตาม บทลงโทษที่โรงงานควรรู้ รวมถึงแนวทางการจัดระบบบำบัดน้ำเสียให้ถูกต้องตามข้อกำหนดทางกฎหมาย
กฎหมายน้ำเสียโรงงานในไทยมีอะไรบ้าง?
กฎหมายบำบัดน้ำเสียโรงงานแบ่งออกเป็น 3 ฉบับหลัก ซึ่งทำงานร่วมกันในการควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน ครอบคลุมทั้งเงื่อนไขการอนุญาต การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง และมาตรฐานมลพิษที่ต้องไม่เกินค่าที่กำหนด เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องมี ดังนี้
1. พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 (และฉบับแก้ไข 2562)
กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายหลัก สำหรับโรงงานทุกประเภท กำหนดให้โรงงานจำพวกที่ 2 และจำพวกที่ 3 ต้องติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และรายงานผลต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทุก 6 เดือน นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำที่ผ่านการอบรม และขึ้นทะเบียนกับกรอ. โรงงานขนาดใหญ่ที่มีน้ำเสียเกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดน้ำเสียอัตโนมัติ (CEMS) และส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐแบบ real-time

2. ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในน้ำทิ้งจากโรงงาน กำหนดค่าพารามิเตอร์หลักที่ต้องผ่านก่อนปล่อยน้ำทิ้ง ดังนี้:
- pH อยู่ในช่วง 5.5 ถึง 9.0
- BOD (ความสกปรกทางชีวเคมี) ไม่เกิน 20 mg/L
- COD (ความสกปรกทางเคมี) ไม่เกิน 120 mg/L
- SS (ของแข็งแขวนลอย) ไม่เกิน 50 mg/L
- TDS (ของแข็งละลาย) ไม่เกิน 3,000 mg/L
- น้ำมันและไขมัน ไม่เกิน 5 mg/L
- สีน้ำที่วัดด้วย ADMI ไม่เกิน 300 โรงงานบางประเภท เช่น โรงชุบโลหะ ต้องผ่านค่าโลหะหนักเพิ่มเติมด้วย
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเฉพาะประเภท ที่จำเป็นต้องตรวจสอบเกณฑ์ข้อบังคับอย่างละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในน้ำทิ้งจากโรงงาน ฉบับเต็ม
จุดสำคัญ:
ค่า BOD และ COD คือสองตัวชี้วัดที่กรมโรงงานฯ ตรวจสอบบ่อยที่สุด โรงงานที่มีน้ำเสียเข้มข้นสูง เช่น โรงงานอาหาร โรงย้อมผ้า หรือโรงชุบ ต้องมีระบบบำบัดที่แข็งแรงพอรองรับค่าเหล่านี้
3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ. 2535
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่ที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลให้โรงงานในเขตนั้น อาจต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าปกติ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจากโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียสร้างความเดือดร้อน
บทลงโทษที่โรงงานต้องรู้
บทลงโทษตาม พ.ร.บ. โรงงาน แบ่งตามความร้ายแรงของการฝ่าฝืน โรงงานที่ไม่ผ่านค่ามาตรฐานน้ำทิ้งอาจได้รับโทษ ดังนี้
1. ขั้นตักเตือน
เจ้าพนักงานตรวจโรงงาน จะมีคำสั่งเป็นหนังสือบังคับให้โรงงานปรับปรุงแก้ไข ระบบบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน โดยกำหนดระยะเวลาแก้ไขตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30-90 วัน
2. ขั้นปรับทางปกครองและระงับกิจการ (มาตรา 39)
หากเลยกำหนดแล้วโรงงานยังไม่แก้ไข หรือเกิดความเสียหาย เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งระงับการประกอบกิจการชั่วคราว (สั่งหยุดเดินระบบหรือปิดบางส่วน) และหากยังฝ่าฝืนคำสั่งนี้ จะมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท และปรับเพิ่มอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง
3. ขั้นโทษอาญา (กรณีปล่อยน้ำเสียวิกฤต)
การระบายน้ำเสียเกินค่ามาตรฐานโดยเจตนา หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปรับปรุง มีโทษทางอาญาคือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ขั้นสูงสุด (สั่งปิดโรงงานถาวร)
หากโรงงานเพิกเฉยต่อคำสั่งระงับกิจการชั่วคราว หรือการปล่อยน้ำเสียนั้นก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างไม่สามารถเยียวยาได้ รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและสั่งปิดโรงงานถาวร

โรงงานต้องมีอะไรบ้างตามกฎหมาย?
ตามกฎหมายโรงงานและสิ่งแวดล้อม โรงงานต้องมีองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน โดยหลัก ๆ ได้แก่
1. ระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้รับการออกแบบถูกต้อง
โรงงานต้องจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ออกแบบรองรับปริมาณน้ำเสีย สูงสุด (Peak Load) ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย พร้อมจัดเตรียมแบบแปลน และการคำนวณทางวิศวกรรม เพื่อยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การเลือกเทคโนโลยีต้องเหมาะสมกับลักษณะน้ำเสียของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น
- โรงงานอาหารที่มีค่า BOD สูง มักใช้ระบบชีวภาพ (Biological Treatment)
- โรงงานชุบโลหะ ต้องใช้ระบบเคมี เพื่อกำจัดโลหะหนักและการตกตะกอน
2. ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ (ผคน.)
โรงงานประเภทที่ 3 ต้องแต่งตั้ง ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ ที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับรอง และขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยมีหน้าที่หลักคือ
- ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัด
- บันทึกและรายงานผลการเดินระบบให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
3. การรายงานผลการตรวจวิเคราะห์น้ำทิ้ง
โรงงานต้องเก็บตัวอย่างน้ำทิ้ง เพื่อตรวจวิเคราะห์เป็นประจำ โดยทั่วไปอย่างน้อยทุก 6 เดือน และส่งรายงานให้หน่วยงานกำกับดูแลตามกำหนดเวลา
ห้องปฏิบัติการที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อให้ผลตรวจมีความน่าเชื่อถือ และสามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้
ข้อควรระวัง:
การจ้างห้องแล็บที่ไม่ได้รับการรับรองมาวิเคราะห์น้ำทิ้ง ผลที่ได้ไม่มีผลทางกฎหมาย และ กรอ. จะถือว่าโรงงานยังไม่ได้รายงานผล
แนวทางจัดการน้ำเสียให้ผ่านกฎหมาย
จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของ Hydrosys ได้ดำเนินการจำหน่ายอุปกรณ์ระบบบำบัดน้ำเสียให้โรงงานมากกว่า 150 โครงการ พบว่า ปัญหาที่ทำให้โรงงานไม่ผ่านมาตรฐานมักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่
- ระบบบำบัดน้ำเสียไม่สอดคล้องกับลักษณะน้ำเสีย และปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นจริง
- อุปกรณ์ระบบน้ำเสียชำรุดแต่ไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างทันท่วงที
- ปริมาณน้ำเสีย (Hydraulic Load) เกินกำลังการรองรับของระบบในช่วงการผลิตสูง หรือมีน้ำเสียเข้มข้นที่เป็นสาเหตุหลักส่งผลให้ระบบไม่สามารถรองรับได้
การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด จำเป็นต้องเริ่มจากการ วิเคราะห์ลักษณะน้ำเสียจริงของโรงงาน ก่อนเสมอ จากนั้นจึงออกแบบระบบให้เหมาะสมกับโหลด และองค์ประกอบของน้ำเสียในแต่ละประเภทอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ระบบสำเร็จรูปแบบเดียวสำหรับทุกโรงงาน เนื่องจากน้ำเสียของแต่ละอุตสาหกรรมมีองค์ประกอบ และความซับซ้อนแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบบำบัดในระยะยาว
Tips:
ถ้าโรงงานกำลังขยายกำลังการผลิต อย่าลืมประเมินว่าระบบบำบัดเดิมรองรับน้ำเสียที่จะเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ การขยายระบบบำบัดควรทำควบคู่ไปกับการขยายสายการผลิต
สรุป
กฎหมายน้ำเสียโรงงานในประเทศไทยกำหนดทั้งมาตรฐานที่ต้องผ่าน การรายงานผล และบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน โรงงานที่ลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้มาก ทั้งในด้านค่าปรับ ค่าซ่อมบำรุง และความเสี่ยงจากการถูกสั่งหยุดหรือปิดกิจการ
ดังนั้น หากโรงงานยังไม่แน่ใจว่าระบบบำบัดน้ำเสียที่ใช้อยู่สามารถรองรับมาตรฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ การให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบและประเมินระบบก่อน ถือเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
FAQ
Q1: โรงงานขนาดเล็กต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียไหม?
A: ต้องมี หากเข้าข่ายโรงงานจำพวกที่ 2 หรือ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงงาน โดยขนาดระบบขึ้นอยู่กับปริมาณและลักษณะน้ำเสียที่เกิดขึ้นจริง
Q2: ต้องรายงานผลน้ำทิ้งบ่อยแค่ไหน?
A: ทุก 6 เดือน แต่โรงงานขนาดใหญ่หรือโรงงานที่อยู่ในเขตควบคุมพิเศษอาจต้องรายงานทุก 3 เดือน หรือส่งข้อมูลแบบ real-time ผ่านระบบ CEMS
Q3: ถ้าน้ำเสียไม่ผ่านมาตรฐาน ต้องทำอะไรก่อน?
A: แจ้งกรอ. ทันที พร้อมแผนแก้ไขที่ชัดเจน การรายงานตัวก่อนถูกตรวจพบมักได้รับการพิจารณาลดหย่อนโทษ
Q4: ZLD (Zero Liquid Discharge) เป็นข้อบังคับตามกฎหมายหรือไม่?
A: ยังไม่บังคับใช้เป็นมาตรฐานทั่วไป แต่บางโรงงานในพื้นที่ควบคุมพิเศษหรือบางนิคมอุตสาหกรรมที่ห้ามปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะ อาจกำหนดให้ต้องทำ ZLD
Q5: กรอ. จะเข้าตรวจโรงงานบ่อยแค่ไหน?
A: ประมาณปีละ 1-2 ครั้ง ไม่มีกำหนดตายตัว กรอ. อาจตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน
หากกำลังจะเพิ่มสายการผลิตและกังวลว่าระบบบำบัดน้ำเสียเดิมจะรองรับได้เพียงพอหรือไม่ ทีมวิศวกร Hydrosys พร้อมให้คำปรึกษา โดยมีบริการสำรวจหน้างานฟรี และออกแบบระบบให้เหมาะสมกับลักษณะน้ำเสียของแต่ละโรงงานโดยเฉพาะ
สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ ระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไป
☎️ Tel: 02-889-6180, 089-479-8156
🟢 Line: @hydrosys
📬 Email: info@hydrosys.co.th, hydrosys@hydrosys.co.th
📘 Facebook:Hydrosys

Leave a Reply